สาร GIP และ GLP1 คืออะไร ช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร?
คือยาใหม่ที่ใช้ตามใบสั่งแพทย์ ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก MHRA ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2023 เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักในผู้ใหญ่ที่มีภาวะโรคอ้วน
โรคอ้วนหมายถึงการที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไปจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ
Mounjaro มีสารออกฤทธิ์ชื่อว่า tirzepatide ซึ่งเป็นยาฉีดใต้ผิวหนัง ช่วยลดความอยากอาหาร โดยมาในรูปแบบปากกาที่ใช้งานง่าย ผู้ป่วยสามารถฉีดยานี้ด้วยตนเองได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ยานี้ออกฤทธิ์โดยกระตุ้นตัวรับตามธรรมชาติในร่างกายที่ทำให้รู้สึกอิ่มหลังรับประทานอาหารเพียงเล็กน้อย
เนื่องจากน้ำหนักเกินสามารถนำไปสู่โรคต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจในอนาคต ยาอย่าง Mounjaro จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงและส่งผลดีต่อสุขภาพระยะยาว
ควรใช้ร่วมกับการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสในการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน
หากคุณเคยพยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นแต่ไม่ได้ผลตามที่หวัง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ Mounjaro เป็นอีกทางเลือกหนึ่งอย่างเห็นอกเห็นใจในเส้นทางการดูแลสุขภาพของคุณ
Mounjaro ได้ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้ใช้ในผู้ใหญ่เพื่อการลดน้ำหนัก
กลไกการออกฤทธิ์ของ Tirzepatide ซึ่งเลียนแบบฮอร์โมนความอิ่มตามธรรมชาติในร่างกาย หลังจากฉีดยา Tirzepatide จะเริ่มไหลเวียนในร่างกาย และกระตุ้นเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณไปยังสมองว่า
“กระเพาะอิ่มแล้ว เลิกหิวได้แล้ว!” ผู้ใช้จึงรู้สึกอิ่มจากมื้ออาหารที่น้อยกว่าปกติ และพอใจกับปริมาณอาหารที่ลดลง
เมื่อใช้ Mounjaro ต่อเนื่องทุกสัปดาห์เป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัวให้รับประทานอาหารน้อยลงการบริโภคแคลอรีที่ลดลงนี้ รวมกับผลการออกฤทธิ์อื่น ๆ ของยา คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดการลดน้ำหนักอย่างได้ผล
ทำงานอย่างไรในการลดน้ำหนัก
ออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นตัวรับ (receptors) ในกระเพาะอาหารและสมอง ซึ่งมีหน้าที่ส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่า “ถึงเวลาหยุดกินแล้ว” Mounjaro ทำงานได้หลายวิธี โดยช่วยในด้านต่าง ๆ ดังนี้
ร่างกายหลั่งอินซูลินเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ร่างกายกำจัดน้ำตาลส่วนเกินออกจากกระแสเลือด
ยับยั้งการสร้างและปล่อยน้ำตาลออกมาจากตับในปริมาณมากเกินไป
ลดปริมาณอาหารที่รับประทาน
ชะลอการเคลื่อนตัวของอาหารออกจากกระเพาะอาหาร (แต่ผลนี้จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อใช้ไปนาน ๆ)
ข้อมูลสําคัญที่ท่านต้องทราบก่อนฉีดยา
เป็นปากกาฉีดยา ชนิดพร้อมใช้ สําหรับใช้หลายครั้ง แบบใช้แล้วทิ้ง
ปากกาหนึ่งด้ามบรรจุยาขนาดคงที่จํานวน 4 ขนาด ใช้ 1 ขนาดต่อ สัปดาห์ ฉีดใต้ผิวหนัง (ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง)
- หลังจากใช้ปากกาครบ 4 ครั้ง ให้ทิ้งปากกาพร้อมกับยาที่เหลืออยู่
- ปากกาจะไม่สามารถหมุนได้เต็มขนาดยาหลังจากที่ท่านฉีดยาครบ 4 สัปดาห์แล้ว
- ห้ามฉีดยาที่เหลือ และห้ามถ่ายโอนยาจากปากกาไปยังกระบอกฉีดยาอื่น
- ห้ามใช้ปากกา มอนจาโร ควิกเพ็น ร่วมกับผู้อื่น แม้ว่าจะเปลี่ยน เข็มปากกาแล้วก็ตาม เนื่องจากท่านอาจแพร่การติดเชื้อที่รุนแรงไปยังผู้อื่น หรืออาจได้รับการติดเชื้อที่รุนแรงจากผู้อื่นมาได้เช่นกัน
การเตรียมยา
- ก่อนฉีดยา ควรตรวจสอบฉลากที่ปากกา เพื่อให้แน่ใจว่าท่านได้ยา และความแรงของขนาดยา ถูกต้องตรงกับใบสั่งยา
- ตรวจสอบของเหลวภายในขวดยามอนจาโร ควิกเพ็น ควรมีลักษณะเป็นสารละลายใส ไม่มีสี ถึงสีเหลืองอ่อน
ห้ามใช้ยาหากยาถูกแช่แข็ง มีลักษณะขุ่น มีอนุภาคอยู่ภายในขวดยา หรือมีสีที่ผิดปกติ - ห้ามใช้ปากกาที่หมดอายุหรือดูชํารุดเสียหาย
วิธีใช้
- ทําการเลือกวันที่จะฉีดยา โดยฉีดยา มอนจาโร ควิกเพ็น เข้าใต้ผิวหนังตามขนาดที่แพทย์สั่งสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในวันเดียวกันของแต่ละสัปดาห์ โดยฉีดเวลาใดก็ได้ของวัน ไม่ต้องคํานึงถึงมื้ออาหาร ท่านอาจตั้งการแจ้ง เตือนในโทรศัพท์หรือปฏิทินเพื่อช่วยเตือนความจํา
- หากจําเป็นต้องเปลี่ยนวันฉีดยา ต้องเว้นระยะห่างอย่างน้่อย 3 วัน นับจากเข็มที่ฉีดครั้งสุดท้ายควรใช้ยาตามคํา
แนะนําของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น เพราะขนาด และระยะเวลาในการใช้ยานี้ ขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของโรค - การฉีดยามอนจาโร ในครั้งแรกนั้น แพทย์จะสั่งให้ฉีดยาในขนาด 2.5 มก. สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
- หลังจากฉีดยาครบเป็นเวลา 4 สัปดาห์ แพทย์จะทําการปรับขนาดยาเป็น 5 มก.
- หลังจากที่แพทย์ได้ปรับขนาดยาของท่าน ให้ท่านแจ้งอาการที่เกิดขึ้นในระหว่างการตรวจรักษา
- เมื่อท่านได้รับการปรับขนาดยาอยู่ที่ 5 มก. แพทย์อาจพิจารณาคง ขนาดยาเดิมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ หรือหากมีความจําเป็น แพทย์จะพิจารณาทําการปรับขนาดยาอีกครั้ง
หากลืมฉีดยาควรทําอย่างไร
- หากลืมไม่เกิน 4 วันให้ฉีดยาทันทีที่นึกขึ้นได้จากนั้นฉีดครั้งถัดไปตามปกติ
- หากลืมมากกว่า 4 วันงดฉีดในสัปดาห์นั้น และฉีดยาครั้งต่อไปตามวันปกติที่เคยฉีด
- ถ้าฉีดยานี้เกินขนาดที่แนะนํา ควรทําอย่างไรให้สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติที่รุนแรง ให้นํา
ส่งโรงพยาบาลทันที
ข้อควรปฏิบัติระหว่างใช้ยา
- ห้ามหยุดยาหรือปรับขนาดยาเอง ควรใช้ยานี้อย่างต่อเนื่อง ตามคําแนะนําของแพทย์ หรือเภสัชกร
- พบแพทย์ตามนัดอย่างสมํ่าเสมอ เพื่อติดตามผลการรักษาหรืออันตรายจากการใช้ยา
- ต้องใช้ยานี้ตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น หากมีอาการวิงเวียนจะเป็นลมให้รีบปรึกษาแพทย์
- หากใช้ยานี้แล้วมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ควรดื่มนํ้าตามมาก ๆ เพื่อป้องกันการขาดนํ้า
ควบคุมอาหารและออกกําลังกายระหว่างการใช้ยานี้
ทำไมน้ำหนักจึงมีโอกาสกลับเพิ่มขึ้นได้หลังหยุดการลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะลดด้วยวิธีใดก็ตาม
หลายท่านตั้งใจดูแลตัวเองมาก และพอน้ำหนักลดลงแล้วก็อยากให้คงที่ไปนาน ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ค่ะ
สิ่งสำคัญคือ
การลดน้ำหนักเป็นช่วงหนึ่ง แต่การรักษาน้ำหนักหลังลดแล้ว เป็นอีกช่วงหนึ่ง ที่ต้องใช้ “วิธีดูแล” แตกต่างออกไปเล็กน้อย
ในทางการแพทย์พบว่า “น้ำหนักมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้” หลังหยุดการลดน้ำหนักทุกวิธี เพราะร่างกายมีระบบปรับตัวเพื่อรักษาสมดุลของตัวเอง
- ร่างกายมี “ระบบป้องกันการผอมลง” ตามธรรมชาติ
เมื่อเราน้ำหนักลดลง ร่างกายมักรับรู้ว่า “พลังงานสำรองลดลง” และจะพยายามรักษาตัวเองด้วยการปรับระบบต่าง ๆ เช่น หิวง่ายขึ้น / อยากอาหารมากขึ้น ฮอร์โมนและสัญญาณความหิว มักเพิ่มขึ้น เพื่อให้เรากินมากขึ้นและน้ำหนักกลับไปสู่ระดับเดิม นี่ไม่ใช่ความผิดปกติของเรา แต่เป็นกลไกปกติของร่างกาย อิ่มยากขึ้น / อิ่มไม่นาน ก่อนลดน้ำหนักอาจกินเท่านี้แล้วอิ่ม แต่หลังลดน้ำหนักอาจรู้สึก “อิ่มยากขึ้น” หรือ “หิวเร็วขึ้น” - การเผาผลาญลดลงได้เมื่อเราน้ำหนักลด หลายคนเข้าใจว่า “ถ้าน้ำหนักลดแล้ว ควรเผาผลาญดีขึ้น” แต่ในความเป็นจริงเชิงกลไก
“ร่างกายมักประหยัดพลังงานมากขึ้น” เพราะ ตัวเบาลง ร่างกายใช้พลังงานน้อยลงอยู่แล้ว น้ำหนักน้อยลง = ใช้พลังงานต่อวันลดลงเป็นธรรมชาติ ร่างกายปรับตัวให้ “ประหยัด” พลังงานมากขึ้น (Adaptive Thermogenesis)
หลังน้ำหนักลด บางคนเผาผลาญลดลง “มากกว่าที่ควร” เมื่อเทียบกับน้ำหนักที่ลดลง เมื่อกลับมากินเท่าเดิม น้ำหนักอาจขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม - ถ้ากล้ามเนื้อลด น้ำหนักจะเด้งง่ายขึ้น เวลาลดน้ำหนัก ถ้าลดแบบไม่ได้เน้นโปรตีน และไม่ได้ทำแรงต้าน (เวทเทรนนิ่ง) ร่างกายอาจเสีย
“มวลกล้ามเนื้อ” ไปด้วย
กล้ามเนื้อเป็นตัวช่วยเผาผลาญพลังงาน ถ้ากล้ามลด → เผาผลาญลด → น้ำหนักกลับขึ้นได้ง่าย แม้กินไม่ได้เยอะมาก - พฤติกรรม “ปล่อยตัว” หลังหยุดโปรแกรมโดยไม่รู้ตัว เรื่องนี้เกิดได้กับทุกคน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ตั้งใจ แต่เมื่อเป้าหมายสำเร็จแล้ว สมองมักผ่อนคลาย เช่น จากที่เคยควบคุมมื้อเย็นเข้มงวด → เริ่มกินตามสังคมมากขึ้น
จากที่เคยออกกำลังกายสม่ำเสมอ → ลดลงเพราะงานยุ่ง
เพิ่มของว่างหรือเครื่องดื่มหวาน “ทีละนิดแต่บ่อยขึ้น”
สิ่งเหล่านี้รวมกันทำให้พลังงานเกินโดยไม่รู้ตัว และน้ำหนักค่อย ๆ เพิ่มขึ้น - น้ำหนักขึ้นได้มากจาก “เครื่องดื่มและของว่าง” แม้กินมื้อหลักไม่เยอะ หลายท่านคิดว่า “กินข้าวน้อยแล้ว” จึงไม่น่าขึ้น
แต่สิ่งที่ทำให้น้ำหนักเด้งเร็วมากคือ เครื่องดื่มหวาน / ชานม / น้ำผลไม้ ขนม เบเกอรี่ ของทอด แอลกอฮอล์ + กับแกล้ม
เพราะสิ่งเหล่านี้ให้พลังงานสูง แต่ทำให้อิ่มไม่นาน และมักเพิ่ม “แบบไม่รู้ตัว” - เรื่องนอนและความเครียด ทำให้น้ำหนักขึ้นได้จริง การนอนน้อยและความเครียดทำให้ หิวมากขึ้น อยากของหวานมากขึ้น อยากอาหารช่วงดึกมากขึ้น และทำให้การตัดสินใจเรื่องอาหารยากขึ้นในช่วงนั้น ๆ
- “ปากกาฉีด” เกี่ยวข้องอย่างไร ปากกาลดน้ำหนัก เช่น Mounjaro ช่วยให้ หิวน้อยลง อิ่มนานขึ้น คุมอาหารได้ง่ายขึ้นระหว่างใช้
แต่เมื่อหยุดยาฉีด กลไกช่วยเหล่านี้จะลดลง จึงเป็นเหตุผลว่า หลังหยุดยา น้ำหนักบางส่วนสามารถกลับขึ้นได้ โดยเฉพาะถ้าไม่มี “ระบบดูแลหลังหยุด” มารองรับ
!! ย้ำอีกครั้งว่า นี่ไม่ใช่ความผิดของคนไข้ แต่เป็น “ธรรมชาติของร่างกาย + ธรรมชาติของการใช้ชีวิต”
ข้อความสำคัญที่อยากให้คนไข้สบายใจ…น้ำหนักที่แกว่งขึ้นลงเล็กน้อยเป็นเรื่องพบได้
สิ่งที่เราทำได้คือ “ไม่ปล่อยให้เด้งไกล” และ “ปรับเร็วตั้งแต่เริ่มขึ้น” ซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักคงที่ได้มาก และลดโอกาสโยโย่ได้ค่ะ
แนวทางดูแลหลังหยุด Mounjaro (tirzepatide) เพื่อให้น้ำหนักไม่เพิ่มแบบเป็นขั้นตอน ดังนี้
ก่อนอื่นต้อทำความเข้าใจก่อน ไม่ว่าจะ ใช้วิธีการลดน้ำหนักใดๆ หลังหยุดยา ความหิวและความอยากอาหารมักค่อย ๆ กลับมา
ดังนั้นต้องมีการดูแล 3 เรื่อง
- โภชนาการที่อิ่มนาน
- กิจวัตรการเคลื่อนไหว + เวท เพื่อรักษากล้าม
- ระบบติดตามและแก้เร็ว (ไม่ปล่อยให้เด้งไกล)
แผน 12 สัปดาห์แรก (ช่วงเสี่ยงที่สุด)
Step 1: ตั้ง “กติกาติดตาม” (ทำทันทีวันหยุดยา)
ทุกสัปดาห์
• ชั่งน้ำหนัก 1 ครั้ง/สัปดาห์ (เช้า หลังเข้าห้องน้ำ ก่อนอาหาร เวลาเดิม)
• วัดรอบเอว 1 ครั้ง/สัปดาห์
เพราะถ้าเด้งนิด ๆ แล้วรีบแก้ จะหยุดได้ง่ายกว่า “ปล่อยให้ขึ้นยาว”
Step 2: ตั้ง “เกณฑ์เตือน” เพื่อกลับมาคุมเข้ม (หรือกลับพบแพทย์)
ให้ใช้สัญญาณง่าย ๆ 3 ข้อ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอเป็น Trigger)
• น้ำหนักขึ้น ≥ 1–2 กก. ภายใน 2–4 สัปดาห์
• รอบเอวเพิ่ม ≥ 2–3 ซม.
• หิวมาก/คุมมื้อเย็นไม่ได้ “หลุดบ่อย” ติดต่อกัน 1–2 สัปดาห์
ถ้าเกิด 1 ข้อขึ้นไป → ให้เข้า “โหมดคุมเข้ม 14 วัน” แล้วกลับสู่โหมดปกติ ดังนี้
1. มื้อเช้า/กลางวัน รับประทานโปรตีนสูง และผักมาก
2. มื้อเย็น “เบา + ไม่หวาน” (เช่น โปรตีน + ผัก + คาร์บน้อย)
3. เดินหลังอาหารทุกมื้อ 10–15 นาที
4. งดน้ำหวาน/ชานม/แอลกอฮอล์ 14 วันเต็ม
5. เพิ่มเวท 2–3 ครั้ง/สัปดาห์
ถ้าทำครบ 14 วันแล้วน้ำหนักยังขึ้นต่อ ควรกลับมาปรึกษาแพทย์เพื่อปรับแผน
Step 3: โภชนาการ โดยโฟกัส “อิ่มนาน” แต่ไม่ใช่ “อด”
1. โปรตีนทุกมื้อ
เป้าหมายง่าย ๆ: ให้มี “โปรตีนชัดเจน” ในมื้อเช้า + กลางวัน + เย็น
(เพราะโปรตีนช่วยอิ่มนาน และช่วยรักษามวลกล้าม ซึ่งเป็นตัวกันโยโย่)2. ผัก/ไฟเบอร์ทุกมื้อ
ผัก 1–2 กำมือ/มื้อ หรือเริ่มมื้อด้วยผัก/ซุปใส3. คุมคาร์โบไฮเดรตแบบฉลาด โดย
•เลือกคาร์บที่อยู่ท้อง (ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ มัน ฟักทอง)
• จำกัดของหวาน/ขนม/เบเกอรี่ โดยเฉพาะช่วง 12 สัปดาห์แรก4. ตัด “แคลอรี่เหลว” เช่น
• ชานม น้ำหวาน น้ำผลไม้ แอลกอฮอล์ เป็นตัวทำให้น้ำหนักเด้งเร็วมาก
เทคนิคกันหิวหลังหยุดยา
• ดื่มน้ำก่อนมื้อ 10–15 นาที
• มื้อที่หิวมาก ให้เพิ่มโปรตีน และผักก่อน แล้วค่อยเพิ่มข้าวทีหลัง
• ถ้าหิวระหว่างวัน: เลือก “โปรตีน/โยเกิร์ต/ไข่/ถั่ว” แทนขนม
Step 4: การออกกำลังกาย
เป้าหมายคือ “รักษากล้าม” เพราะถ้ากล้ามหาย → เผาผลาญตก → น้ำหนักเด้งง่าย
สูตรขั้นต่ำที่แนะนำ
• เวท/แรงต้าน 2–3 วัน/สัปดาห์ (20–40 นาที/ครั้ง) ซึ่งสามารถคุมน้ำหนักได้ดีที่สุด
• เน้นท่าหลัก: squat, hip hinge, push, pull, core (หรือใช้ยางยืดก็ได้)
•เดิน/กิจกรรมระหว่างวัน ให้สม่ำเสมอ
• ตั้งเป้าง่ายๆ โดยเดินหลังอาหาร 10–15 นาที/มื้อ (ดีมากสำหรับกันหิว + กันเด้ง)
Step 5: นอนและความเครียด (ตัวแปรที่ทำให้เด้งแบบไม่รู้ตัว)
หลังหยุดยา หลายคนเด้งเพราะ “หิวจากการนอนน้อย/เครียด” มากกว่าเพราะกินเยอะตั้งใจ
เป้าหมาย: นอนให้เป็นเวลา (อย่างน้อย 7 ชม. ถ้าเป็นไปได้)
• ลดคาเฟอีนช่วงบ่าย
• ถ้าเครียด ให้ ตั้งกิจกรรมแทนการกิน (เดิน 10 นาที / อาบน้ำ / ชงชาไม่หวาน)
การเก็บรักษายา
ปากกาที่ยังไม่เปิดใช้
- เก็บปากกาที่ยังไม่เปิดใช้ ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2 – 8 องศาเซลเซียส
- ปากกาที่ยังไม่เปิดใช้อาจใช้ได้จนถึงวันสิ้นอายุที่ระบุไว้บนฉลากหากเก็บไว้ในตู้เย็น
- ห้ามแช่แข็ง ทิ้งปากกาหากถูกแช่แข็งแล้ว
ปากกาที่เปิดใช้แล้ว
- หลัเปิดใช้ครั้งแรก เก็บได้ไม่เกิน 30 วันที่อุณหภูมิห้อง ตํ่ากว่า 30 อาศาเซลเซียส
- ทิ้งปากกายใน 30 วันหลังจากเปิดใช้ครั้งแรก หรือ ใช้ปากกาครบ 4 สัปดาห์แล้ว แม้ว่าปากกาจะยังมียาเหลืออ
การพยายามฉีดยาที่เหลืออยู่ในปากกา อาจทําให้ได้รับยาไม่ครบถ้วน - เก็บปากกาและเข็มฉีดยาให้พ้นสายตาและมือเด็ก
ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา
ห้ามใช้ยา
- ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้ หรือ ส่วนประกอบของยานี้
- ในเด็กอายุตํ่ากว่า 18 ปี เนื่องจากยังไม่มีผลการศึกษารองรับในกลุ่มอายุดังกล่าว
ควรปรึกษาแพทย์ในกรณีดังต่อไปนี้
- มีภาวะตับอ่ออักเสบ
- มีภาวะนํ้าตาลในเลือดตํ่า
- เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารรุนแรง
- มีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา
- กําลังตั้งท้องหรือให้นมลูก
- ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับยาบางชนิด เช่น ยารักษาเบาหวานในกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย
อินซูลิน วาร์ฟาริน ดิจอกซิน เพราะอาจมีผลตอการรักษาหรือเกิดอันตรายได้
อาการข้างเคียงจากยา
อาการที่ต้อง”หยุดยา” แล้ว“ไปพบแพทย์ทันที”
- ลมพิษ บวมที่ใบหน้า เปลือกตา ริมฝีปาก
- หน้ามืด เป็นลม แน่นหน้าอก หายใจลําบาก
- ผื่นแดง ตุ่มพอง ผิวหนังหลุดลอก หรือมีจํ้าตามผิวหนัง
- ปวดท้องอย่างรุนแรง ปวดร้าวไปที่หลัง
อาการที่ “ไม่จําเป็นต้องหยุดยา” แต่ถ้ามี “อาการรุนแรงให้ไปพบแพทย์”
- อาการนํ้าตาลในเลือดตํ่า เช่น ใจสั่น เหงื่อออก หิวมาก ปวดหัว กระสับกระส่าย
วิงเวียน เป็นลม - คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก ผมร่วง
- อาหารไม่ย่อย ปวดท้อง กรดไหลย้อนหรือแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว ท้องอืด
- เบื่ออาหาร นํ้าหนักลด อ่อนแรง เพลีย ชีพจรเต้นเร็ว
- บริเวณที่ฉีดยามีผื่น คัน บวม แดง ปวด
คําแนะนําเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้
หากท่านมีอาการคลื่นไส้ หลังจากใช้ยามอนจาโร ควิกเพ็น ท่านสามารถปฏิบัติ
ตามคําแนะนําต่อไปนี้ เพื่อช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ ได้แก่
