Bio Remodelling Program ปรับโครงสร้างผิวใหม่ เพิ่มความยืดหยุ่นและความแน่นกระชับจากภายใน
เมื่อพูดถึงการฟื้นฟูผิว หลายคนอาจคุ้นเคยกับการเติมเต็มร่องลึกหรือฉีดเพิ่มปริมาตรใบหน้า แต่ยังมีอีกแนวทางหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น นั่นคือการ “รีโมเดลลิ่งผิว” (Bio Remodelling) ซึ่งไม่ได้เน้นเติมเต็มหรือเพิ่มปริมาตร แต่เน้น ปรับโครงสร้างและคุณภาพผิวจากภายใน ให้ผิวกลับมามีความยืดหยุ่น แน่น และเรียบเนียนเหมือนธรรมชาติ
Bio Remodelling Program คือหนึ่งในโปรแกรมชั้นนำในกลุ่มนี้ ที่ใช้กรดไฮยาลูโรนิกความเข้มข้นสูงชนิดพิเศษ เพื่อกระตุ้นให้ผิวสร้างโครงสร้างใหม่ด้วยตัวเอง
Bio Remodelling คืออะไร
Bio Remodelling เป็นแนวคิดการรักษาที่แตกต่างจากการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป โดยไม่ได้มุ่งเน้นการเติมเต็มปริมาตรหรือปรับรูปหน้า แต่มุ่งเน้นไปที่การ กระตุ้นกระบวนการทางชีวภาพของผิวหนังเอง (Bio-stimulation) ให้ผิวสร้างคอลลาเจน อิลาสติน และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันขึ้นใหม่ ส่งผลให้โครงสร้างผิวทั้งชั้นแข็งแรงและมีคุณภาพดีขึ้นจากภายใน
หัวใจสำคัญของ Bio Remodelling คือการใช้ HA ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งเมื่อฉีดเข้าสู่ชั้นผิวจะกระจายตัวเป็นวงกว้างและค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวออกมาอย่างช้า ๆ ทำหน้าที่เหมือน “นั่งร้าน” (Scaffold) ให้เซลล์ผิวใช้เป็นโครงในการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินขึ้นใหม่รอบ ๆ บริเวณนั้น
เป็นผลิตภัณฑ์กรดไฮยาลูโรนิกความเข้มข้นสูงที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการทำ Bio Remodelling โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ
- ความเข้มข้นสูงและคงตัวได้นาน ทำให้กระบวนการกระตุ้นผิวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหลายสัปดาห์
- โครงสร้างโมเลกุลที่ออกแบบเฉพาะ เพื่อกระจายตัวสม่ำเสมอในชั้นผิว ไม่จับตัวเป็นก้อนหรือดันเป็นปุ่มนูน
- เทคนิคการฉีดเฉพาะ ที่เรียกว่า Bio-Aesthetic Point (BAP) ซึ่งฉีดในจุดที่คำนวณมาแล้วว่าให้ผลการกระจายตัวและกระตุ้นผิวได้ดีที่สุด โดยไม่ต้องฉีดถี่เหมือนการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป
ประโยชน์ที่ได้จากโปรแกรม
1. เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวจากภายใน กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินขึ้นใหม่ ทำให้ผิวแน่นและยืดหยุ่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ผิวเผิน
2. ผิวเรียบเนียนและดูสุขภาพดีขึ้น เมื่อโครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น พื้นผิวจะดูเรียบเนียน ลดรูขุมขนกว้าง และลดริ้วรอยตื้น ๆ
3. ไม่เปลี่ยนรูปหน้า ไม่ดันเป็นปุ่มนูน ต่างจากฟิลเลอร์เติมเต็มปริมาตร Bio Remodelling ไม่ได้เปลี่ยนโครงหน้าหรือทำให้ดูบวม จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
4. ผลลัพธ์ค่อยเป็นค่อยไปแต่ยั่งยืน เพราะเป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างโครงสร้างใหม่ด้วยตัวเอง ผลลัพธ์จึงค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ และมักอยู่ได้นานกว่าการฉีดเติมเต็มทั่วไป
5. ใช้ได้หลายบริเวณ นอกจากใบหน้าแล้ว ยังสามารถทำได้ที่บริเวณลำคอ หลังมือ หรือส่วนอื่นของร่างกายที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว
ขั้นตอนการทำทรีทเมนต์
- ปรึกษาและประเมินสภาพผิว แพทย์จะตรวจดูความยืดหยุ่นและคุณภาพผิว เพื่อวางแผนจุดฉีดตามเทคนิค Bio-Aesthetic Point
- ทำความสะอาดผิวและทาครีมชา เพื่อลดความรู้สึกไม่สบายระหว่างฉีด
- ฉีด ตามจุดที่ออกแบบ กระจายให้ทั่วบริเวณที่ต้องการฟื้นฟู
- ดูแลผิวหลังทำ อาจมีตุ่มนูนเล็กน้อยจากจุดฉีดในช่วงแรก ซึ่งจะยุบตัวและกระจายตัวเองภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1-2 วัน
ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 30-45 นาที โดยทั่วไปแนะนำให้ทำต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 4-6 สัปดาห์ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
เหมาะกับใครบ้าง
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นและความแน่นให้ผิว โดยไม่ต้องการเปลี่ยนรูปหน้าหรือเพิ่มปริมาตร
- ผู้ที่เริ่มมีผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง ทั้งบริเวณใบหน้าและลำคอ
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ต้องการให้คนอื่นสังเกตเห็นว่าทำทรีทเมนต์
- ผู้ที่ต้องการเสริมความยืดหยุ่นของผิวควบคู่กับการทำโปรแกรมยกกระชับอื่น เช่น HIFU
ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำเสมอ เพื่อออกแบบจุดฉีดและจำนวนครั้งที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
การดูแลตัวเองหลังทำ
- หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีดแรง ๆ ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ HA กระจายตัวได้ดี
- ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอเพื่อปกป้องผิวหลังทำทรีทเมนต์
- ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูผิว
- หลีกเลี่ยงซาวน่า อบไอน้ำ หรือออกกำลังกายหนักในวันที่ทำทรีทเมนต์
สรุป
Bio Remodelling Program ด้วย Ejal 40 เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน เพิ่มความยืดหยุ่นและความแน่นกระชับ โดยไม่เปลี่ยนรูปหน้าหรือเพิ่มปริมาตร ด้วยเทคนิคการฉีด HA ความเข้มข้นสูงที่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินขึ้นใหม่ด้วยตัวเอง ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยั่งยืน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลคุณภาพผิวในระยะยาวอย่างละเอียดอ่อน
หมายเหตุ: ผลลัพธ์ของการทำทรีทเมนต์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัจจัยส่วนบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทำทรีทเมนต์เสมอ