ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การรักษาผิวด้วย Biostimulator ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้หลายคนเริ่มเข้าใจว่า Biostimulator อาจใช้แทนการฉีดฟิลเลอร์ได้
แต่ในความเป็นจริง แพทย์ผิวหนังและแพทย์ด้านความงามยังคงใช้ฟิลเลอร์อย่างแพร่หลาย เพราะฟิลเลอร์มีบทบาทเฉพาะที่ Biostimulator ไม่สามารถทดแทนได้
ต่อไปนี้คือ 5 เหตุผลสำคัญที่ฟิลเลอร์ยังคงมีบทบาทในเวชศาสตร์ความงาม
- ฟิลเลอร์ช่วย “เติมเต็มโครงสร้างใบหน้า” ได้ทันที
ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ทำจาก Hyaluronic Acid เมื่อฉีด
เข้าสู่ผิว จะช่วยเพิ่มปริมาตรในบริเวณที่สูญเสียเนื้อเยื่อ เช่น ร่องแก้ม ใต้ตาลึก ขมับตอบ คางหรือกรอบหน้า
ข้อสำคัญคือ เห็นผลทันทีหลังฉีด ในขณะที่ Biostimulator ต้องใช้เวลาให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ - ฟิลเลอร์ช่วยปรับรูปหน้าได้แม่นยำ
การฉีดฟิลเลอร์สามารถปรับรูปหน้าได้ละเอียด เช่น
ยกโหนกแก้ม ปรับคาง เติมใต้ตา ปรับสัดส่วนใบหน้า
ซึ่งเป็นสิ่งที่ Biostimulator ไม่สามารถทำได้ชัดเจน - ฟิลเลอร์ช่วยแก้ปัญหาผิวที่เกิดจาก “การสูญเสียปริมาตร”
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ใบหน้าจะสูญเสีย ไขมันใต้ผิว
คอลลาเจน ความยืดหยุ่น ทำให้เกิดร่องลึก ใบหน้าตอบผิวหย่อนคล้อย ฟิลเลอร์ช่วย เติมเต็มปริมาตรที่หายไป จึงแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ตรงจุด - ฟิลเลอร์สามารถใช้ร่วมกับการรักษาอื่นได้
ในทางการแพทย์ การรักษาที่ให้ผลดีที่สุดมักใช้หลายวิธีร่วมกัน ตัวอย่างเช่น ฟิลเลอร์ → เติมโครงสร้าง Biostimulator → กระตุ้นคอลลาเจน
เทคโนโลยียกกระชับ เช่น Ultracel Q HIFU
การใช้หลายเทคโนโลยีร่วมกันช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและยาวนานขึ้น - ฟิลเลอร์สามารถปรับแก้ได้
ข้อดีสำคัญของฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid
คือสามารถ สลายได้ด้วยเอนไซม์ Hyaluronidase
ทำให้แพทย์สามารถปรับแก้ผลลัพธ์ได้ หากต้องการปรับรูปหน้าหรือแก้ไขผลลัพธ์
สรุป
แม้ Biostimulator จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูคุณภาพผิวได้ดี แต่ ไม่สามารถใช้แทนฟิลเลอร์ได้ในทุกกรณี
เพราะฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มโครงสร้างใบหน้าปรับรูปหน้าได้ทันทีแก้ปัญหาการสูญเสียปริมาตรของผิว การรักษาที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ เพื่อเลือกวิธีที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวของแต่ละคน

