คีลอยด์ที่ใบหู

คีลอยด์ที่ใบหู…ยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งรักษายาก

เมื่อการฉีดยาไม่ได้ผล การผ่าตัดร่วมกับเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

การเจาะหูเป็นหัตถการที่พบได้บ่อย และโดยทั่วไปแผลมักหายได้ตามปกติ แต่ในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มเกิดแผลเป็นผิดปกติ แม้เป็นแผลขนาดเล็กจากการเจาะหู ก็สามารถพัฒนาเป็น คีลอยด์ (Keloid) ซึ่งค่อย ๆ โตขึ้นเรื่อย ๆ จนมีขนาดใหญ่ สร้างทั้งความกังวลเรื่องความสวยงามและอาการรำคาญ เช่น คัน เจ็บ หรือรู้สึกตึงบริเวณใบหู

ผู้ป่วยในภาพตัวอย่างเป็นคีลอยด์บริเวณใบหู มีขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าเป็นคีลอยด์แข็งขนาดค่อนข้างใหญ่ และเป็นลักษณะที่พบได้ในเวชปฏิบัติของแพทย์ผิวหนัง

คีลอยด์เป็นความผิดปกติของกระบวนการสมานแผล เมื่อผิวหนังได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ แต่ในผู้ที่มีแนวโน้มเกิดคีลอยด์ เซลล์สร้างคอลลาเจน (Fibroblasts) จะทำงานมากเกินไป ทำให้เกิดการสะสมของคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แผลเป็นนูนและขยายตัว ล้ำออกนอกขอบแผลเดิม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของคีลอยด์

ตำแหน่งที่พบได้บ่อย ได้แก่ ใบหู หน้าอก หัวไหล่ หลัง และแนวกราม

ทำไมคีลอยด์ที่ใบหูจึงรักษายาก?

บริเวณใบหู เป็นตำแหน่งที่เกิดแรงดึงของผิวหนังอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังได้รับการเสียดสีจากการนอน โทรศัพท์ หน้ากาก หรือแว่นตา จึงกระตุ้นให้คีลอยด์โตต่อเนื่องได้ง่าย

เมื่อก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้น เนื้อเยื่อภายในมักจะมีความหนาแน่นและแข็งมาก ทำให้การรักษาบางวิธีได้ผลลดลง

ฉีดยาสเตียรอยด์ทุกก้อนหรือไม่?

การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าภายในคีลอยด์ ถือเป็นการรักษามาตรฐานในระยะเริ่มต้น เพราะช่วยลดการสร้างคอลลาเจน ทำให้ก้อนนิ่มและยุบลง

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะคีลอยด์ที่มีขนาดใหญ่และเป็นมานาน เนื้อเยื่ออาจแข็งแน่นมาก จนตัวยากระจายเข้าไปในก้อนได้ยาก ส่งผลให้ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดี

กรณีในภาพ ผู้ป่วยได้รับการฉีดยาแล้ว แต่ก้อนมีความแข็งมาก ยาฉีดกระจายเข้าเนื้อเยื่อได้จำกัด จึงประเมินว่าการฉีดยาเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะให้ผลการรักษาที่ดีเพียงพอ

เหตุใดจึงเลือกผ่าตัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (CO₂ Laser)?

ในผู้ป่วยรายนี้ แพทย์จึงเลือกผ่าตัดนำคีลอยด์ออกด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (Carbon Dioxide Laser Excision)

ข้อดีของ CO₂ Laser ได้แก่

  • ให้ความแม่นยำในการตัดเนื้อเยื่อ
  • เลือดออกน้อยกว่าการผ่าตัดด้วยมีดในหลายกรณี
  • ช่วยลดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง
  • ทำให้แพทย์สามารถตกแต่งรูปร่างใบหูได้ละเอียดขึ้น
  • ลดอาการบวมและช่วยให้แผลสะอาดระหว่างการผ่าตัด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรเข้าใจคือ CO₂ Laser ไม่ได้ป้องกันการเกิดคีลอยด์ซ้ำด้วยตัวเอง แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดเท่านั้น

ผ่าตัดแล้วหายขาดหรือไม่?

คำตอบคือ ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้
งานวิจัยพบว่า หากผ่าตัดเพียงอย่างเดียว คีลอยด์มีอัตราการกลับเป็นซ้ำ ดังนั้นแนวทางมาตรฐานในปัจจุบันจึงนิยมใช้ การรักษาหลายวิธีร่วมกัน (Combination Therapy) เช่น

  • ฉีดยาสเตียรอยด์หลังผ่าตัด
  • แผ่นซิลิโคนหรือเจลซิลิโคน
  • อุปกรณ์กดทับใบหู (Pressure Earrings)

การติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องในช่วง 6–12 เดือนแรก มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่คีลอยด์มีโอกาสกลับมาโตใหม่ได้มากที่สุด

คำแนะนำจากแพทย์ผิวหนัง

หากเริ่มสังเกตว่าหลังเจาะหูมีก้อนนูนโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่ารอจนก้อนมีขนาดใหญ่ เพราะยิ่งรักษาตั้งแต่ระยะแรก ผลการรักษามักจะดีกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า และลดโอกาสต้องผ่าตัด

ที่สำคัญ ไม่ควรบีบ เจาะ ตัด หรือซื้อยามาทาเอง เพราะอาจกระตุ้นให้คีลอยด์โตมากขึ้น หรือเกิดการติดเชื้อบริเวณกระดูกอ่อนใบหูได้

คีลอยด์เป็นโรคที่รักษาได้ แต่ต้องอาศัยการวางแผนรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเฉพาะคีลอยด์ขนาดใหญ่ที่ตอบสนองต่อการฉีดยาไม่ดี การผ่าตัดร่วมกับการรักษาเสริมหลังผ่าตัด จะช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรคและลดการกลับเป็นซ้ำได้ดีกว่าการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว

หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการตรวจและวินิจฉัยโดยแพทย์ได้ การเลือกแนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง อายุของคีลอยด์ ประวัติการรักษาเดิม และการประเมินของแพทย์ผู้ดูแลแต่ละรายนะคะ

สวัสดีค่ะ บอนท์คลีนิคยินดีต้อนรับ
เชื่อมต่อกับ ระบบตอบคำถามอัจฉริยะ
Online - เราตอบคำถามท่านตลอด 24 ชั่วโมง
😀 Hello! บอนท์คลีนิค :) วันนี้มีอะไรให้ช่วยไหมค่ะ?
Just now