filler

ฟิลเลอร์ หรือ Biostimulator…อะไรดีกว่ากัน?

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจเคยได้ยินคำพูดว่า
“เลิกฉีดฟิลเลอร์เถอะ” “ยุคนี้ต้องฉีด Bio Stimulator แล้ว”

ปัจจุบันแพทย์ผิวหนังและแพทย์ด้านความงามทั่วโลกไม่ได้มองว่า Biostimulator จะมาแทนฟิลเลอร์ แต่กลับมองว่า ทั้งสองอย่างเป็นเครื่องมือคนละชนิด ที่ใช้รักษาปัญหาคนละแบบ และหลายครั้ง การใช้ร่วมกันกลับให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่เป็น Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกาย

หน้าที่หลักของฟิลเลอร์คือ

  • เติมเต็มร่องลึก
  • เพิ่มปริมาตรในบริเวณที่ยุบตัว
  • ปรับรูปหน้า
  • เห็นผลทันทีหลังทำ

ลองนึกภาพเหมือนฟิลเลอร์เปรียบเสมือนการเติมหมอนที่
แฟบลงตามอายุให้กลับมาเต็มอีกครั้ง

จุดเด่นคือ

  • เห็นผลทันที
  • ปรับแต่งรูปหน้าได้ละเอียด
  • ฟิลเลอร์ HA สามารถสลายด้วยเอนไซม์ Hyaluronidase ได้ จึงเป็นข้อได้เปรียบในการแก้ไขเมื่อเทียบกับสารฉีดชนิดอื่น

ฟิลเลอร์มีข้อจำกัด

หากใช้มากเกินความจำเป็น หรือฉีดผิดตำแหน่ง อาจทำให้ใบหน้าดูบวม หนัก หรือสูญเสียความเป็นธรรมชาติ

ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ฟิลเลอร์” แต่อยู่ที่ “การเลือกคนไข้ ปริมาณ และเทคนิคการฉีด”

Biostimulator คืออะไร

Biostimulator เป็นกลุ่มสารที่ทำงานต่างออกไป แทนที่จะเข้าไป “เติม” Biostimulator จะเข้าไปกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเอง

เมื่อเวลาผ่านไป

  • ผิวแน่นขึ้น

  • ผิวแข็งแรงขึ้น

  • ความยืดหยุ่นดีขึ้น

  • คุณภาพผิวดีขึ้น

ผลลัพธ์จึงค่อย ๆ ชัดขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน และอาจคงอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์ในผู้ป่วยที่เหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของผลิตภัณฑ์และการตอบสนองของแต่ละบุคคล

ถ้าอย่างนั้น Biostimulator ดีกว่าหรือเปล่า? คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะทั้งสองรักษาคนละปัญหา เช่น

  • ร่องแก้มลึกจากการยุบตัวของไขมันใต้ผิว การเติมฟิลเลอร์มักเห็นผลชัดเจนที่สุด เพราะสามารถคืนปริมาตรได้ทันที ซึ่งถ้าฉีด Biostimulator เพียงอย่างเดียว ร่องอาจดีขึ้นเพียงบางส่วน เนื่องจากไม่ได้เติมปริมาตรโดยตรง

  • ผิวบาง ผิวหย่อน กรณีนี้ Biostimulator มักได้เปรียบกว่า เพราะเป้าหมายคือการฟื้นฟูโครงสร้างผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและองค์ประกอบของเนื้อเยื่อรองรับ

  • แก้มตอบจากอายุที่มากขึ้น หลายคนต้องใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน

    – Biostimulator ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น

    – ฟิลเลอร์ช่วยคืนปริมาตรที่หายไป

    ผลลัพธ์จึงดูเป็นธรรมชาติกว่าการใช้เพียงชนิดเดียว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังย้ำว่า การรักษาแบบฟื้นฟูไม่ได้ทำให้ฟิลเลอร์หมดความสำคัญ แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกในการวางแผนรักษาให้เหมาะกับแต่ละคน

แล้วควรเลือกอะไรดี?

ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน แพทย์จะประเมินจากหลายปัจจัย เช่น

  • อายุ

  • สาเหตุของความหย่อนคล้อย

  • คุณภาพผิว

  • ปริมาตรไขมันบนใบหน้า

  • โครงสร้างกระดูก
  • ความคาดหวังของผู้รับการรักษา

คนอายุเท่ากัน อาจใช้การรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง

สิ่งที่สำคัญคือ

  • การวินิจฉัยที่ถูกต้อง
  • ความรู้ด้านกายวิภาคของแพทย์

  • การเลือกตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสม

  • การวางแผนรักษาแบบเฉพาะบุคคล

เพราะแม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี หากใช้ไม่เหมาะสม ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ในทางกลับกันการเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับปัญหาและทำโดยแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญ จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติมากกว่า

ฟิลเลอร์ไม่ได้ล้าสมัย และ Biostimulator ก็ไม่ได้มาแทนฟิลเลอร์ ทั้งสองอย่างเป็นเครื่องมือคนละชนิด

  • ฟิลเลอร์ เหมาะกับการเติมเต็มและปรับรูปหน้า

  • Biostimulator เหมาะกับการฟื้นฟูคุณภาพผิวและกระตุ้นคอลลาเจน

สำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก การรักษาที่ให้ผลดีที่สุดจึงไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ การวางแผนรักษาอย่างเหมาะสม โดยเลือกใช้เครื่องมือให้ตรงกับปัญหาของแต่ละบุคคลนะคะ

สวัสดีค่ะ บอนท์คลีนิคยินดีต้อนรับ
เชื่อมต่อกับ ระบบตอบคำถามอัจฉริยะ
Online - เราตอบคำถามท่านตลอด 24 ชั่วโมง
😀 Hello! บอนท์คลีนิค :) วันนี้มีอะไรให้ช่วยไหมค่ะ?
Just now